ในอดีต พิพิธภัณฑ์และห้องสมุด คือผู้นำด้านการบริหารจัดการความรู้ของสังคม ทั้งการทำทะเบียน การควบคุมรายการหลักฐาน การสืบค้นที่มา และวินัยในการแยก “ข้อสันนิษฐาน” ออกจาก “ข้อยืนยัน” ทั้งหมดนี้อยู่ในอาคารเหล่านี้มาหลายศตวรรษ ก่อนที่ใครในภาคอุตสาหกรรมจะรู้จักคำว่า data governance เสียอีก
แต่วันนี้ กำลังถูกมองว่าเป็นองค์กรที่ล้าสมัย ในสังคมที่ตัวเองถือความรู้ของสังคมนั้นไว้
วัตถุจริงที่มีเอกสารบอกที่มา หลักฐานชั้นต้น บันทึกภาคสนาม งานวิชาการหนึ่งศตวรรษ และผู้เชี่ยวชาญที่อยู่กับคอลเลกชันเดียวมาหลายสิบปี ไม่มีสักอย่างในนี้ที่ซื้อลิขสิทธิ์ ขูดเก็บ หรือสร้างขึ้นมาใหม่ได้
ผู้คนเดินเข้ามาด้วยความเชื่อว่าที่แห่งนี้กำลังบอกความจริงกับเขา ทุกวันนี้แทบไม่มีองค์กรไหนในพื้นที่สาธารณะที่ยังได้รับความเชื่อถือในระดับนี้ เป็นสิ่งที่ใช้เวลาสร้างและสั่งสมมานับร้อยปี
ทะเบียนวัตถุ แฟ้มการอนุรักษ์ บทนิทรรศการ บทความที่ตีพิมพ์ และความทรงจำของคนที่ใกล้เกษียณ ทุกอย่างถูกต้องหมด แต่รูปแบบของมันไปไม่ถึงคนดูยุคนี้ และไปไม่ถึงเครื่องจักรกลอย่าง AI
นี่ไม่ใช่เรื่องงบประมาณ และไม่ใช่เรื่องคน แต่เป็นเรื่อง “รูปแบบ” ความรู้มีอยู่แล้ว และดีกว่าของใครทั้งนั้น เพียงแต่ไม่เคยถูกออกแบบให้ทำงานกับเทคโนโลยี AI ในการตอบสนองต่อความต้องการของโลกที่เปลี่ยนไป
ทวงความเป็นผู้นำกลับมา ด้วยคุณค่าที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ด้วยความทรงจำถึงอดีต
Modern Knowledge Management คือการเปลี่ยนความรู้เฉพาะทางขององค์กร ให้เป็นสินทรัพย์ที่บริหารได้ และสร้างคุณค่าทั้งกับองค์กรและกับคนที่มาใช้ ด้วยการออกแบบ ontology และ knowledge graph ที่ align กับปรัชญาและพันธกิจขององค์กรจริงๆ ไม่ใช่กับแม่แบบสำเร็จรูป
ทำถูก มันจะเก็บไม่ใช่แค่สิ่งที่รู้ แต่เก็บว่ารู้ได้อย่างไรด้วย นั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้เอา AI มาวางทับได้อย่างปลอดภัย และเป็นสิ่งที่เปลี่ยนคอลเลกชันที่นิ่งอยู่กับที่ ให้ตอบคำถามที่ไม่เคยถูกออกแบบมาให้ตอบได้
เป้าหมายไม่ใช่การเอาตัวรอด แต่เป็นการกลับมาเป็นผู้นำอีกครั้งในยุค AI เพราะฐานความได้เปรียบพื้นฐานนั้นไม่เคยหายไปไหน งานที่เหลือคือทำให้มันกลับมาใช้ได้อีกครั้ง แล้วทวงตำแหน่งนั้นคืนมาด้วยของที่ถืออยู่ในมือ
90 นาที เชิญภัณฑารักษ์หรือบรรณารักษ์ของคุณมาด้วย พร้อมคำถามหนึ่งข้อที่องค์กรตอบไม่ได้
หรือติดต่อโดยตรงที่ hello@neogens.co